Public Relations

การใช้เครื่องมือวัดสำหรับการวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าที่แม่นยำสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

Release date 19 June 2025
Share

การใช้เครื่องมือวัดสำหรับการวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าที่แม่นยำสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

โดย ชนะ เยี่ยงกมลสิงห์ อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

ที่มา https://bit.ly/2F0VJJz

การพัฒนาระบบไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบขับเคลื่อน ระบบการอัดประจุไฟฟ้า และระบบ DC-DC อินเวอร์เตอร์ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนั้น จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดที่มีความละเอียด แม่นยำ และทำงานด้วยความเร็วสูง เพื่อเก็บข้อมูลและเฝ้าดูพฤติกรรมของอุปกรณ์ต่างๆ ของยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเข้าใจถึงพื้นฐานและนิยามสำหรับเครื่องมือวัดเพื่อวิเคราะห์ที่แม่นยำและถูกต้อง ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงพื้นฐานและความสำคัญของเครื่องมือวัดทางไฟฟ้าความละเอียดสูง การวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าด้วยเซ็นเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า ควบคู่กับการวัดกำลังไฟฟ้าด้วยเครื่องวิเคราะห์กำลัง (Power Analyzer) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า

การวัด (measurement) คือ การแสดงค่าแนวโน้มของตัวแปรบางตัวที่เป็นปริมาณทางกายภาพ ค่าหรือแนวโน้มนี้
ได้จากอุปกรณ์หรือเครื่องมือวัด โดยทั่วไปแล้วการวัดปริมาณทางไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ แรงดันไฟฟ้ากระแสไฟฟ้า กำลังไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งค่าเหล่านี้จะสัมพันธ์กับระยะเวลาในช่วงการวัดคุณลักษณะที่สำคัญในการเลือกเครื่องมือวัดมีเกณฑ์การพิจารณาดังต่อไปนี้ (1)(2)

ความแม่นยำ (accuracy) และความเที่ยงตรง (precision) ของการวัด ความถูกต้อง หรือ ความแม่นยำ (accuracy) เป็นค่าที่บ่งบอก ถึงความสามารถของเครื่องมือวัด (instrument) ในการอ่านค่าหรือแสดงค่าที่วัดได้เข้าใกล้ค่าจริง

โดยการคำนวณค่าความถูกต้อง/ความ แม่นยำใช้สมการ

% Accuracy =100− โดยที่ความผิดพลาดสัมพันธ์ (Relative Error) = $\\frac{x\_{mea^{-x\_{t}}}{x\_{t}}$ % Error = Relative error times100 เมื่อ Xmea คือ ค่าที่ได้จากการวัด (measure value) และ 1 คือ ค่าจริง (true value)

แน่นอนกับระบบการวัดเพื่อสังเกตดูค่าเอาท์พุต ของระบบการวัด เครื่องมือวัดที่แสดงผลไม่ ถูกต้องอาจเกิดจากไม่ได้ผ่านกระบวนการของ การเปรียบเทียบมาตรฐาน

ความไวแบบสถิตย์ (Static Sensitivity) เป็นการตอบสนองระหว่างปริมาณอินพุตกับ เอาท์พุตของเครื่องมือวัด โดยแสดงเป็นกราฟ ความชันเปรียบเทียบระหว่างค่าอินพุตที่เป็นค่า จริงในแนวแกน x กับเอาท์พุตที่วัดได้ในแนวแกน y ความไวแบบพลวัตร (Dynamic Sensitivity) เป็นการตอบสนองระหว่างปริมาณอินพุตกับ เอาท์พุตของเครื่องมือวัด โดยจะมีการใช้งาน

การเปรียบเทียบ ความแม่นยำ (accuracy) และความเที่ยงตรง (precision)

ตัวอย่างเช่น ถ้าค่าแรงดันไฟฟ้าที่แท้จริง คือ 200 V เมื่อนำมิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้ามาวัด สามารถอ่านค่าได้ 204 205 203 203 และ 205 V แสดงว่าเครื่องมือวัดนี้มีค่าความแม่นยำ เท่ากับ 97.5% หรือมีค่าความคลาดเคลื่อน (Error) เท่ากับ 2.5%

การวัดซ้ำ (Repeatability) ในการวัดค่าของ ตัวแปรที่สนใจซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อหาค่าเฉลี่ย ค่าที่วัดได้ควรมีค่าเดียวกันหรือค่าที่ใกล้เคียง

ในช่วงความถี่ (frequency) และช่วงการตอบสนอง ความถี่ (frequency response) ที่แตกต่างกัน การใช้งานในช่วงความถี่หรือช่วงแถวความถี่ที่ สูงขึ้น จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดที่มีการตอบสนอง แบนวิทธ์ (Bandwidth) สูงเพื่อลดความผิดพลาด จากการวัด

ความผิดพลาดในกระบวนการวัดแบ่งเป็นสองประเภท

กันมากที่สุด เครื่องมือวัดในบางรุ่น เมื่อสภาพ

1. ความผิดพลาดของระบบหรือความ อุณหภูมิใช้งานเปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้ผลการวัด ผิดพลาดไบแอส ได้แก่ ความผิดพลาดจากการ คลาดเคลื่อนได้ สอบเทียบ, ความผิดพลาดจากภาระ, ความ ผิดพลาดเนื่องจากเครื่องมือเอง และขีดจำกัด ความละเอียดของระบบ

การสอบเทียบมาตรฐาน (calibration) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าอินพุต ของระบบการวัดกับค่าเอาท์พุทของระบบวัด ที่เกิดขึ้นเทียบกับมาตรฐานของระบบการวัด การเทียบมาตรฐานคือการป้อนค่าอินพุตที่รู้ค่า

2. ความผิดพลาดความเที่ยงหรือความ ผิดพลาดแบบสุ่ม ได้แก่ ความผิดพลาดของ ผู้ใช้, ความผิดพลาดเนื่องจากอุปกรณ์ถูกรบกวน,ความผิดพลาดเนื่องจากสภาพแวดล้อมระหว่าง ที่ทำการวัดไม่คงที่ และความผิดพลาด เนื่องจาก ความไวของระบบไม่พอ

เครื่องมือวัดที่ประสิทธิภาพต่ำจะมีความ แม่นยำ, ความเที่ยงตรง, การวัดซ้ำ, การสอบเทียบ มาตรฐาน, ความไวแบบสถิตย์, ความไวแบบ พลวัตรที่มีค่าต่ำ ทำให้ผลที่ได้จากการวัดมีความ ผิดพลาดมาก และยังไม่สามารถแสดงสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในระบบยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างละเอียด เพื่อนำไปเก็บผลการทดสอบและวิเคราะห์ในระดับสูง ต่อไป เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพสูงจะเหมาะสำหรับ การเก็บผลเพื่อการวิเคราะห์อย่างละเอียดได้ดีกว่ามาก

การวัดพื้นฐานในการวิเคราะห์ระบบยานยนต์ไฟฟ้า

การประยุกต์ใช้งานด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังหลายๆ อย่าง ต้องการการวัดกำลังไฟแรงดันที่มีความแม่นยำสูง (ทั้งกระแสและแรงดันไฟฟ้า) เช่นการวัดประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์และมอเตอร์, ประสิทธิภาพของชาร์จเจอร์และการสูญเสียของระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังการวัดแรงดันไฟฟ้ามักจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก เพราะเป็นการวัดทางตรง หากเครื่องมือวัดมีความด้านทานภายในที่สูงมาก จะมีความแม่นยำที่มากกว่า แต่หากเป็นการวัดกระแสไฟฟ้า มีข้อที่จะต้องพิจารณาหลายอย่างเพื่อการวัดที่มีความแม่นยำ ซึ่งจะอธิบายเป็นลำดับต่อไป

1. การวัดกระแสไฟฟ้า

การวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าทำได้โดยการวัด กระแสไฟฟ้าและวัดแรงดันไฟฟ้า แล้วนำค่าแรง ดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้ามาคูณกัน P=V*1 โดยทั่วไปแล้วทำได้สองวิธีคือการวัดกระแสไฟฟ้า ด้วยการวัดโดยตรง ตามรูป 2[a] และการวัดด้วย เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า ตามรูป 2[b] เนื้อหา ต่อไปนี้จะอธิบายถึงรายละเอียดของคุณลักษณะ ของการวัดทั้งสองแบบ

รูปที่ 3 ความสูญเสีย ทางความร้อน จากการวัดโดยตรง

1.1 วิธีการวัดกระแสไฟฟ้าโดยตรง (Direct Connection Method)

การวัดทางตรงทำได้โดยการต่อตัวต้าน ชั้นท์ (R shunt) เมื่อมีกระแสไหลผ่านจะเกิดแรง ดันไฟฟ้าตกคร่อม และคำนวณหากระแสไฟฟ้า ตามสมการ I=V/R วิธีการวัดแบบนี้มีข้อเสียคือ ต้องมีการตัดต่อวงจรเพื่อนำตัวต้านทานชั้นท์ เข้าไปต่อ และมีความสูญเสียเนื่องจากความร้อน ดังรูปที่ 3 และหากมีกระแสสูงมากๆ ความร้อน จะสูงมากและพลังงานสูญเสียจะยิ่งเกิดขึ้นมาก ตามสมการ P=I2R ซึ่งเห็นได้ว่าหากยิ่งกระแส ไฟฟ้าของโหลดสูงมากยิ่งขึ้น กำลังสูญเสียก็จะ เพิ่มมากขึ้นเป็นขนาดของกระแสยกกำลังสอง ทำให้การวัดเกิดความผิดพลาดจากตัวเครื่องมือ วัดด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ความต้านทานที่ มีค่าน้อยๆ เพื่อลดกำลังสูญเสีย ในทางปฏิบัติ วิธีการนี้ใช้วัดกระแสไฟฟ้าไม่ควรเกิน 50A และไม่ ควรให้เกิดความร้อนสูงมากเกินกว่า 50 C

1.2 วิธีการใช้เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า (Current Sensor Method)

เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้าใช้หลักการของ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่รอบตัวนำตามกฏ มือขวาของเฟรมมิ่งและเปลี่ยนมาเป็นแรงดัน ไฟฟ้า ตามรูปที่ 4 การใช้เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า คือวิธีการวัดกระแสไฟฟ้าด้วยการต่อเซนเซอร์ กับเครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าและเซนเซอร์จะส่งสัญญาณข้อมูลเข้าเครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้า โดยไม่ต้องมีการใช้ R Shunt ทำให้ไม่เกิดพลังงาน ความร้อนสูญเสียขึ้น การวัดด้วยการใช้เซนเซอร์ วัดกระแสไฟฟ้า เหมาะกับการวัดกระแสไฟฟ้า ที่มีค่ามากกว่า 50A โดยลักษณะของเซนเซอร์ วัดกระแสไฟฟ้า เป็นดังรูปที่ 4 สามารถใช้คล้อง กับสายไฟโดยไม่ต้องตัดต่อวงจร แล้วใช้เซนเซอร์ คล้องไปกับสายไฟที่ต้องการวัดกระแสไฟฟ้า ขนาดเซนเซอร์มีให้เลือกหลายชนิดขึ้นอยู่กับ ความแม่นยำ ความไวในการวัด และขนาดของ กระแสสูงสุดที่ใช้วัด

จากรูปที่ 5 เป็นการเปรียบเทียบการวัด กระแสไฟฟ้าด้วยการวัดโดยตรงและการวัดด้วย เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า ในทางปฏิบัติการใช้ วิธีการวัดโดยตรงจะใช้ในช่วงเพียง 30-50 A แต่การวัดด้วยเซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า
จะต้องมีขนาดตั้งแต่ 2A ขึ้นไป จนถึงขนาด 1,000 A หรือมากกว่า แล้วแต่ขนาดของเซนเซอร์ เช่น ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าใช้มอเตอร์ขนาด 10 kW ขนาดแรงดันไฟฟ้า 50 V กระแสไฟฟ้าอาจสูงถึง 200 A ช่วงความถี่สำหรับเครื่องมือวัดจะมีค่า
ประจุไฟฟ้าแฝงเล็กน้อยทำให้วัดความถี่ได้สูงถึง 1MHz ในการวัดอาจมีการใช้งานเกินนอกช่วงนี้ยังสามารถใช้วัดได้ แต่ความถูกต้องจะเปลี่ยนไปเนื่องจากมีค่าประจุแฝง เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้าที่ดีควรจะมีช่วงความถี่การใช้งานกว้าง

การวัดกำลังไฟฟ้าแบบแม่นยำสูงโดยใช้วิธีการเซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า

กำลังไฟฟ้าสามารถคำนวณได้จากสมการ P=V*I แต่การวัดที่ต้องการความละเอียดสูง จะต้องพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้เพิ่มเติม

  1. พิกัดการใช้งานของกระแสไฟฟ้าของ เซนเซอร์
  2. ความถี่ในการใช้งานที่เหมาะสมของ เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้าซึ่งความถี่ในการใช้งาน จะต้องอยู่ในช่วงการใช้งานของเซนเซอร์
  3. เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้ายังต้องมีความ แม่นยำและความผิดพลาดน้อย ตลอดช่วงความถี่ ในการใช้งาน
  4. ทุกองค์ประกอบของเซนเซอร์และระบบ เช่น สัญญาณรบกวน (Noise) คุณลักษณะ

การตอบสนองต่ออุณหภูมิการใช้งาน (Temperature characteristics) ผลของการจัดวางตัวนำ (Conductor position effects) ผลของสนามแม่เหล็กภายนอก (External magnetic field effects) ผลของ ความเป็นแม่เหล็ก (Magnetization effects) ผลของการใช้แรงดันไฟฟ้าร่วมกัน (Common mode voltage effect) ควรกำหนดให้มีค่าต่ำ ในการวัดและการใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้ เซนเซอร์วัดกระแสคือขนาดของกระแสไฟฟ้า ที่วัดและความแม่นยำของการวัดในแต่ละเฟส เซนเซอร์ส่วนใหญ่ในมีการใช้งานในช่วง 0-50/60 Hz หากต้องการใช้ในช่วงความถี่อื่นจะต้องเป็น เซนเซอร์พิเศษในการใช้งานเฉพาะวัตถุประสงค์

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวัดกระแสที่ต้องการ ความ แม่นยำสูงจะต้องใช้เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า และเครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง

ระบบการวัดกำลังที่เหมาะสมที่สุดรวมถึงเซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการวัดกระแสไฟฟ้า แบบความแม่นยำสูงคือ การทำให้ระบบวัดมี ค่าเหมาะสมรวมถึงเซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้าด้วย ถ้าเซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้าตรวจจับค่ากระแส ไฟฟ้าด้วยระดับความแม่นยำสูงแต่เอาท์พุต ของ เซนเซอร์อาจลดลงก่อนจะเข้าถึงเครื่องวิเคราะห์ กำลังไฟฟ้าได้ รูปที่ 4 แสดงถึงวงจรสมมูล ของระบบการวัดกำลังไฟฟ้าแบบทั่วไปรวมถึง เซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแล้วจะใช้ เอาท์พุตเป็นกระแสไฟฟ้าจากเซนเซอร์มากกว่า ที่จะเป็นเอาท์พุตเป็นแรงดันไฟฟ้าจากเซนเซอร์ เพื่อให้แน่ใจว่ากระแสเอาท์พุตของเซนเซอร์ สามารถส่งไปถึงเครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้า ดังต่อไปนี้

1. เซนเซอร์จะต้องใช้แหล่งจ่ายไฟที่มี คุณภาพดี และมีการต่อสายดินที่เหมาะสม

2. ค่าตัวเก็บประจุของสายเคเบิ้ลระหว่าง ตัวนำกับสายดินควรมีค่าต่ำ และค่าความต้านทาน สัญญาณรบกวน (Noise resistance) ของสาย เคเบิ้ลควรมีค่าสูง

3.กระแสอินพุตของเครื่องวิเคราะห์ กำลังไฟฟ้าต้องมีการตอบสนองความถี่ที่ดี คุณลักษณะความเป็นฉนวนสูงและความร้อนต่ำ (Common mode rejection ratio: CMRR สูง และกระแสรั่วไหลต่ำ) และเครื่องมือวัด จะต้องมีความต้านทานสัญญาณรบกวนสูง และต้องต่อสายดินให้เหมาะสม

รูปที่ 6 วงจรสมมูล ของระบบวัด กำลังไฟฟ้าทั่วไป

รูปที่ 7 การทดสอบภูมิต้านทาน (Imminity Test) การใช้งานของระบบวัดกำลัง HIOKI

คุณลักษณะของเครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

1. ใช้เซนเซอร์วัดกระแสที่มีเอาท์พุต เป็นแรงดันไฟฟ้า เพื่อการวัดที่แม่นยำตลอดช่วงของความถี่ในการวัดใช้งาน

2. กระแสอินพุตของเครื่องวิเคราะห์ กำลัง ไฟฟ้าถูกออกแบบให้ใช้กับเซนเซอร์ ที่มีเอาท์พุตเป็นแรงดันไฟฟ้า และจะต้อง ออกแบบให้ทั้งกระแสอินพุตของเครื่อง วิเคราะห์กำลังไฟฟ้าและเอาท์พุตเซนเซอร์ ที่เป็นแรงดันไฟฟ้าเหมาะสมเข้ากันได้ดี ที่สุด

3. เครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าที่มี แหล่งจ่ายไฟอยู่ในตัว ที่ใช้ขับเซนเซอร์ ต้องมีคุณภาพที่ดี เพื่อให้มีความแม่นยำสูง สายดินของเครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าและ สายดินของเซนเซอร์ควรแยกออกจากกัน และออกแบบให้เหมาะสมเพื่อป้องกัน การเกิดกราวด์ลูป

4. ควรใช้สายสัญญาณที่มีการชีลด์ เพื่อกำจัดสัญญาณรบกวน เครื่องมือวัด ของผู้ผลิตบางรายถูกออกแบบให้มีการปรับ อัตราขยายของเซนเซอร์ให้ปรับค่าได้เพื่อ ชดเชยแรงดันตกคร่อมภายในสาย ในทาง ปฏิบัติเครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าจะถูกทำ การทดสอบเทียบกับการทดสอบภูมิต้านทาน ต่อสัญญาณรบกวนดังแสดงในรูปที่ 7

การประยุกต์ใช้งานเครื่องมือ วิเคราะห์กำลังไฟฟ้าร่วมกับเซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้าประกอบด้วย ชุดแบตเตอรี่ อินเวอเตอร์มอเตอร์ และอาจจะมีเซนเซอร์วัดแรงบิดและความเร็วรอบของโหลด โดยรูปที่ 8แสดงถึงการวัดกระแสและแรงดันไฟฟ้าจากแบตเตอรี่และอินพุตของมอเตอร์ โดยใช้เครื่องวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าร่วมกับเซนเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า ค่าที่ได้จะถูกเก็บบันทึกเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ภายหลัง เช่น แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า เฟส สัญญาณรบกวน พลังงานที่ใช้ ประสิทธิภาพของชุดควบคุม ประสิทธิภาพของมอเตอร์ คุณภาพ ของระบบไฟฟ้า ฯลฯ ด้วยความละเอียดสูง และสามารถนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์แบบเวลา จริง (Real time) ในรูปที่ 10 แสดงถึงเวกเตอร์ ของแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับ มอเตอร์ และการวัดฮาร์โมนิกของ PWM (Pulse width modulation) ที่เกิดขึ้นจากชุดควบคุมและยัง สามารถนำไปวิเคราะห์และปรับปรุงการออกแบบ ชุดควบคุม และรูปที่ 11 เป็นการวัดประสิทธิภาพ ของเครื่องประจุไฟฟ้าแบบรวดเร็ว

รูปที่ 8 การวัดระบบไฟฟ้า ของยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์กำลังไฟฟ้า

รูปที่ 9 คุณภาพทางไฟฟ้าจากการวัดเวกเตอร์ทางไฟฟ้าของมอเตอร์ไฟฟ้า

สรุป

การวัดกำลังไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์กำลังร่วมกับเซนเซอร์วัดกระแสที่มีความแม่นยำสูง หากเครื่องมือวัดสามารถทำงานด้วยความเร็วสูง จะสามารถเก็บข้อมูลของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งจากเครื่องอัดประจุไฟฟ้า แบตเตอรี่ อินเวอเตอร์ คอนเวอเตอร์ และมอเตอร์ เพื่อนำผลการวิเคราะห์ที่ได้ไปพัฒนาปรับปรุงชุดอุปกรณ์ของยานยนต์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

รูปที่ 10 การวัดประสิทธิภาพ ของเครื่องประจุไฟฟ้า แบบรวดเร็ว

อ้างอิง

(1) การวัดและเครื่องมือวัด, สมนึก บุญพาไสว, สำนักพิมพ์ ท็อป จำกัด, 25https://www.google.com/search?q=45

(2) เซนเซอร์และทรานสดิวเซอร์ในงานอุตสาหกรรม, วิศรุต ศรีรัตนะ, บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด, 2554.

(3)https://www.hiki.com/en/products/detail/?product_key=6431เข้าถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2561

(4) Technical Article; Current Measurement Methods that Deliver High Presicion Power Analysis in the Field of Power Electronics; Hajime Yoda, Hiroki Kobayashi, and Shinya Takiguchi, HIOKI EE. Corporation 2016

(5) http://blog.ebikr.com/posts/2500 เข้าถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2561


Author
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save