การแก้ปัญหา มลพิษ PM2.5 ฝุ่นละออง ผ่านมาตรการภาคการขนส่งและยานยนต์
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

ในช่วงเดือนต้นปี คนไทยทั้งประเทศเริ่มตระหนักถึงอันตราย ของมลพิษฝุ่นละออง (Particulate Matter) โดยเฉพาะ PM2.5 ซึ่ง เป็นกลุ่มของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือ ไมครอน หากพิจารณาที่ต้นเหตุของฝุ่นละออง PM2.5 แหล่งปฐมภูมิ ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้จากเครื่องยนต์การเผาไหม้ในโรงงาน การเผาไหม้ในที่โล่งจากการทำการเกษตรหรือขยะ เป็นต้น ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่าแหล่งปฐมภูมิของ ฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาจากมลพิษ ของยานยนต์ที่อยู่บนท้องถนนโดยเฉพาะจากเครื่องยนต์ดีเซล อย่าง ที่ทราบกันดีในกทม.มีการจราจรที่ติดขัดและหนาแน่นมาก ซึ่งเป็น ปัญหาของเมืองใหญ่ที่มีการเติบโตของจำนวนยานยนต์บนท้องถนน เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่มักขาดการ บริหารจัดการในเรื่องของการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและทำให้เกิด ปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ตามมา นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าในช่วงเดือน ธ.ค. – ก.พ. ของทุกปี ค่าฝุ่นละออง PM2.5 จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงอื่นเนื่องมาจากสภาวะ อากาศที่ค่อนข้างหยุดนิ่งและมีอุณหภูมิเย็นกว่า ทำให้การถ่ายเท ของมลพิษในอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและแขวนลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศที่เราหายใจเข้าไป เมื่อเราหายใจเอาฝุ่นละออง PM2.5 เข้าไปในร่างกายในระดับที่สูง (WHO แนะนำค่าเฉลี่ย 24 ชม. ไม่ควร เกิน 25 g/m3) อย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยทางการแพทย์ได้มีการยืนยันว่าจะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคทาง เดินหายใจ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เป็นต้น

การบริหารการจราจรในช่วงติดขัด
ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การเกิดการจราจรที่ติดขัด ทำให้ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์อยู่กับที่และปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศ การแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การส่งเสริมให้ลดการใช้รถยนต์ ส่วนบุคคลและหันมาใช้การขนส่งสาธารณะ อย่างไรก็ตามในเขต กรุงเทพมหานครมีการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนสาธารณะหลาย สายแต่กว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี หากสังเกต จะเห็นว่าปัญหาการจราจรส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาเฉพาะ เช่น ในช่วงเช้าและเย็น โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมของโรงเรียน หากบริหารจัดการการจราจรทั้งระบบและลดความต้องการใช้ถนน ในช่วงเวลาเร่งด่วนได้จะสามารถบรรเทาปัญหาจราจรลงได้บ้าง โดย ขอยกตัวอย่าง ดังนี้
Car Sharing “การบริหารจัดการให้ลูกหลานไปโรงเรียน พร้อมกัน” เช่น
- Car Pool “บ้านใกล้ ฉันไปด้วย” เช่น ส่งเสริมให้ ผู้ปกครองที่มีบ้านใกล้ร่วมมือกันโดยอาจจะตกลงกัน ที่จะสลับกันไปรับส่งนักเรียน เพื่อลดการใช้รถยนต์ ในเส้นทางเดียวกัน เป็นต้น
- School Bus “รถโรงเรียน พาสุขสันต์” ส่งเสริมให้ โรงเรียนมีบริการรถโรงเรียนที่มีมาตรฐานและ ความปลอดภัย
- Walk to School Together “เดินไปเรียนฉันกับเธอ” ส่งเสริมให้มีการเรียนใกล้โรงเรียนในรัศมีที่สามารถ เดินหรือใช้จักรยานได้
- Peak Management “บริหารจัดการช่วงเวลาเร่งด่วน” ควรมีการบริหารจัดการช่วงเวลาที่มีจราจรหนาแน่น ยกตัวอย่าง เช่น โรงเรียนจะเข้าเรียนใกล้เวลากัน ขอให้ ทุกโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงเรียนพร้อมกัน โรงเรียน ในพื้นที่เดียวกัน ควรมีเวลาเข้าเรียนแตกต่างกัน
- Work at Home “ทำงานที่บ้าน” หน่วยงานควรมีช่วงเวลา ทำงานยืดหยุ่น (Flexible working hour) ในการทำงาน ของบุคลากรที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามา สามารถเริ่มงานหรือ เลิกงานในช่วงเหมาะสม และให้สามารถทำงานที่บ้าน ในบางวันและเวลา โดยมีการตกลงกับหน่วยงานที่ชัดเจน และประเมินจากความสามารถเป็นหลัก
- School at Home “เรียนที่บ้าน” เริ่มให้มีการจัดการ การเรียนการสอนแบบผ่านอินเตอร์เน็ต อาจจะเริ่มจาก โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ให้มีอย่างน้อย 1 วัน ในหนึ่ง อาทิตย์ และจัดให้มีระบบที่สามารถทำให้เกิดการ แลกเปลี่ยนระหว่างครู อาจารย์ และนักเรียน ได้ด้วย
- Congestion Charge Zone “เขตรถติด” หากพยายาม แก้ทุกวิธีแล้วแต่ไม่สามารถบรรเทาปัญหาการจราจรได้ ควควรพิจารณากำหนดเขตควบคุมรถยนต์ส่วนบุคคลขึ้น โดยเลือกจากบริเวณที่มีระบการขนส่งมวลชนที่มี ประสิทธิภาพอยู่แล้วเพราะผู้เดินทางมีทางเลือกได้ ทั้งนี้ ควรมีการสร้างให้เกิดจุดเชื่อมต่อของการเดินทางเข้าสู่ ระบบขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวกสบาย เช่น จุดจอดรถ บริเวณสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น

การปรับมาตรฐานยานยนต์ใหม่ไปสู่ EURO 5/6
ตอนนี้ประเทศไทยมีการใช้รถใหม่ปีละประมาณ 1 ล้านคัน ซึ่งหาก “รถใหม่ทั้งหมดขยับเป็น ยูโร 5 และ ยูโร 6 ให้เร็วที่สุด” จะเป็นการช่วยลดปัญหามลพิษได้เร็วขึ้น ทั้งนี้หากมีต้นทุนที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิตคงจะต้องมาช่วยแก้ปัญหาร่วมกัน นอกจากนี้ “ควรเร่ง ให้เกิดน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ขึ้นในประเทศโดยเร่งด่วน” ซึ่งน้ำมัน ยูโร 5 จะมีองค์ประกอบของซัลเฟอร์ (Sulfur) ลดลงอยู่ที่ 10 ppm โดยปัจจุบันมีกลุ่มรถยนต์ยูโร 5 และ 6 ในประเทศ ที่สามารถใช้เชื้อ เพลิง EURO 5 ได้จำนวนหนึ่งนั้นหมายถึงตอนนี้ประเทศเสียโอกาส การลดมลพิษในรถยนต์กลุ่มนี้อยู่ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมในปัจจุบัน มีรถยนต์ที่เป็นมาตรฐานยูโร 5 จำนวน 61 รุ่น (ที่มา HYPERLINK “http://www.car.go.th/new/Euro5” http:// www.car.go.th/new/Euro5) และมาตรฐานยูโร 6 จำนวน 127 รุ่น (ที่มา HYPERLINK “http://www.car.go.th/new/Euro6” http:// www.car.go.th/new/Euro6)

ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าควบคู่พลังงานหมุนเวียน

ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แน่นอนนั้นหมายถึงจำนวนยานยนต์ทั้งส่วน บุคคลและสาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงอีก 10 ปีข้างหน้า ดังนั้น “การ ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังจะเป็นการช่วยลดปัญหา PM2.5 ของประเทศในระยะยาว” ยกตัวอย่าง เช่น กำหนดให้ยานยนต์ สาธารณะใหม่ทั้งหมดต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด เช่น รถโดยสาร ไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไฟฟ้า และรถแท็กซี่ไฟฟ้า เป็นต้น รวมทั้งการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนบุคคลในราคาที่เหมาะสมและควรหารือกับทุกภาคส่วนในการตั้ง เป้าการยกเลิกการจำหน่ายยานยนต์เครื่องยนต์ในอนาคต เพื่อให้เกิด การเตรียมความพร้อมในภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยควรมีการพิจารณาควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงแดด หรือพลังงานลม เป็นต้น หวังว่าการที่เกิดวิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 จะทำให้เราทุกคน เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ทั้งนี้เราคง หลีกเลี่ยงและปฏิเสธการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องตระหนักถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องควบคู่ไปกับ การดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศร่วมกันทุกคน เพื่อการ พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
