8 แนวทาง การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ผลักดันไทยสู่สังคมยานยนต์ไร้มลพิษ
งานแถลงข่าวข้อเสนอ ของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา
จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562 สถิติการจดทะเบียนใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า แบบ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV) ในครึ่งปีแรก (พ.ศ. 2562) มีจํานวนมากถึง 15,366 คัน ซึ่งคิดเป็นกว่า 75 เปอร์เซนต์ของยอดจดทะเบียนปี2561 ทั้งปีที่มีจํานวนทั้งสิ้น 20,344 คัน ในส่วนของการจดทะเบียนใหม่ประเภทยานยนต์ แบบแบตเตอรี่ (BEV) ในครึ่งปีแรก (2562) มีจํานวน 420 คัน ซึ่งสูงกว่ายอดจดทะเบียนใหม่ของปี 2561 ทั้งปีที่มีอยู่ 325 คัน นอกจากนี้สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) คาดการณ์ว่า มีสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะประมาณ 340 แห่งทั่วประเทศ จะเห็นได้ว่าตัวเลขการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าในครึ่งปีแรก (พ.ศ. 2562) มีจํานวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้ม การจดทะเบียนจํานวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมี ผู้ประกอบการที่ได้ยื่นข้อเสนอการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถ โดยสารไฟฟ้าในประเทศไทยอีกหลายบริษัทมีทั้งผู้ประกอบการ เดิมและผู้ประกอบการใหม่ ทำให้มั่นใจได้ประเทศไทยกำลงเดิน หน้าได้ยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน


รูป Info graphic ข้อเสนอ 8 ข้อ
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทางสมาคมยานยนต์ ไฟฟ้าไทยได้มีส่วนในการเสนอแนะและผลักดันการส่งเสริมยาน ยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมทั้งการศึกษาและติดตามนโยบาย และการดำเนินการของภาครัฐ พร้อมการจัดระดมรับฟังความ คิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในหลายเวที หลายการประชุม และในหลายโอกาส พร้อมทั้งได้จัดข้อเสนอแนวทางการส่งเสริม ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยล่าสุดออกมาอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมาทางสมาคมได้ จัดแถลงข่าวข้อเสนอดังกล่าวเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะอย่าง เป็นทางการอีกด้วย


โดยข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าใน ประเทศไทยรวมทั้งหมด 8 ข้อหลักที่จะเสนอให้กับหน่วยงาน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่
- การจัดทําแผนที่นำทางเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าแบบ บูรณาการ (EV Roadmap) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องมี การกำหนดเป้าหมายของจํานวนยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัด ประจุไฟฟ้าอย่างเหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการ นโยบายโดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็น ประธานเพื่อการบูรณาการที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- การพิจารณาปรับปรุงข้อกฎหมาย อาทิ ให้รถสามล้อ ไฟฟ้าและรถรับจ้างไฟฟ้าสามารถจดทะเบียนได้อย่างเสรี รวมไป ถึงการส่งเสริมการใช้รถสามล้อไฟฟ้าในอุตสาหกรรมการท่อง เที่ยว อีกทั้งเสนอให้มีการแยกการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า ระหว่างประเภทปลั๊กอิน ไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV) 36

การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยควรออกมาตรการดังต่อไปนี้
3.1 ส่งเสริมให้ประชาชนซื้อยานยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่เหมาะสม เช่น การลดภาษีส่วนบุคคลสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
3.2 เพิ่มแรงจูงใจสำหรับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ การออกมาตรการสถานีอัดประจุไฟฟ้าตามที่จอดสาธารณะและเพิ่มสิทธิ
3.3 หน่วยงานรัฐควรเป็นผู้นำด้านการใช้รถยนต์ไฟฟ้าก่อนด้วยการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่
3.4 ขยายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่ รถโดยสารสาธารณะ รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ ควรเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
3.5 สนับสนุนให้มีการแยกประเภทป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบเฉพาะ โดยการใช้สีและสัญลักษณ์บนป้ายทะเบียนที่สามารถมองเห็นและแยกแยะได้ สำหรับป้ายที่เป็นประเภทแบตเตอรี่ หรือไฟฟ้า 100 เปอร์เซนต์ (BEV) และประเภทปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)เพื่อสร้างการรับรู้ของประชาชน และการมีส่วนร่วมของผู้ขับขี่ในการช่วยลดมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อม

4. การส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในรูปแบบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า
5. การส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยควรจัดให้
มีการสนับสนุนการสร้างงานวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผู้ประกอบการ และการพัฒนาแพลตฟอร์มแบบเปิดสำหรับยาน
ยนต์ไฟฟ้า (EV Open Platform) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนําแพลตฟอร์มมาต่อยอดได้
6. การจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยควรต้องมีหน่วยงานทดสอบและรับรองมาตรฐานของยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพควบคู่กันโดยแล้วใช้แนวทางตามมาตรฐานสากล
7. การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า อย่างเช่น การสนับสนุนให้มีสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว (Quick Charge) ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ
8. การส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้าเช่น ให้มีการอบรมและการจัดทำหลักสูตรวิชาชีพในสถาบันการศึกษา

หากมีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างจริงจังและแพร่หลาย จะสามารถช่วยลดปัญหามลพิษ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนที่กำลังลุกลามไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย รวมทั้งจะทำให้ประเทศเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนและเป็นการนำประเทศไปสู่สังคมยานยนต์ไร้มลพิษได้อย่างแน่นอน
